Lights

The future belongs to those who discover their own potential

Lights หน้าแรก เกี่ยวกับบริษัท ข้อมูลวิชาการ บริการของเรา โปรโมชั่น เล่าสู่กันฟัง/ถามตอบ ติดต่อรับบริการ

เล่าสู่กันฟัง

เด็กช่างพูด

น้องโมเป็นเด็กช่างพูดช่างเจรจา แม้ในชั้นเรียนน้องโมก็สามารถพูดจาโต้ตอบกับอาจารย์ได้เป็นอย่างดี

หนูน้อยขี้แย

คุณแม่เล่าเรื่องน้องปังปอนด์ให้ฟังด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความกังวลของคุณแม่มือใหม่

เด็กผู้ชายสนใจในสิ่งรอบตัว

จากคำบอกเล่าของคุณแม่น้องบอลเป็นเด็กที่มักมีไอเดียใหม่ ๆ อยู่เสมอ สนใจต่อสิ่งใหม่ ๆ ที่ได้สัมผัส



ถาม-ตอบ

Q :
การตรวจวัดลายนิ้วมือถือเป็นการดูดวงหรือไม่ มีความแตกต่างจากการดูดวงอย่างไร
A :
การตรวจวัดลายนิ้วมือเป็นการนำตัวอย่างจากลายเส้นบนนิ้วมือที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตลอดชีวิต มาเปรียบเทียบโดยอาศัยหลักการทางสถิติ และอธิบายโดยใช้หลักการทางจิตวิทยาการศึกษา ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ และแพทย์ ได้ใช้วิชาพันธุศาสตร์ (Genetics) ชีววิทยาการพัฒนาตัวอ่อน (Embryology) การศึกษาลายนิ้วมือ (Dermatoglyphics) วิชามานุษยวิทยา (Anthropology) และกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) มาใช้เป็นพื้นฐานใน การสังเกต วิเคราะห์ และสรุปผลการศึกษาวิจัยทางด้านลายนิ้วมือ

ดังนั้นการประเมินทาง Dermatoglyphics Assessment จึงเป็นวิชาแขนงใหม่ที่ใช้การวิเคราะห์ และ การประเมิน โดยอาศัยความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ และการแพทย์สมัยใหม่

การตรวจวัดลายนิ้วมือนั้นจะไม่ใช้ความคิดเห็นส่วนตัวมาเกี่ยวข้องเลย ซึ่งจะเป็นการใช้ผลจากวิทยาการคอมพิวเตอร์มาทำการเปรียบเทียบ การวิเคราะห์ และการคำนวณ ดังนั้นข้อมูลจากการคำนวณลายนิ้วมือในผลรายงานจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามการเพิ่มของอายุเลย ซึ่งมีความแตกต่างจากการดูดวงโดยใช้วิธีดูลายเส้นต่างๆ บนฝ่ามือ โดยลายเส้นบนฝ่ามือนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

การค้นพบความสามารถของตนเองจากการตรวจวัดลายนิ้วมือจะทำให้เข้าใจถึงจุดเด่นและจุดด้อยของตัวเอง ทั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราสามารถหาวิธีการ “เสริมจุดเด่นพัฒนาจุดด้อย” และ “พัฒนาจุดเด่นของความสามารถ ควบคุมผลเสียซึ่งอาจเกิดจากจุดด้อย” อีกทั้งเรายังสามารถใช้ประโยชน์จากพรสวรรค์มาเปิดหน้าต่างอีกบานหนึ่งของชีวิตได้อีกด้วย

Q :
เด็กควรตรวจวัดในช่วงอายุเท่าใดจะเป็นการเหมาะสมที่สุดมีการกำหนดอายุการตรวจหรือไม่
A :
การตรวจวัดลายนิ้วมือจะไม่มีการกำหนดช่วงอายุ แต่พวกเราส่งเสริมให้มีการตรวจวัดยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะมีเพียงวิธีนี้ที่จะทำให้เราเข้าใจในตัวเด็กได้ทันเวลา พยายามให้ความเหมาะสมกับการเรียนรู้แก่เด็กในด้านที่ถูกวิธีและจัดสภาพแวดล้อมที่เหมะสมที่สุด แต่ถ้าเด็กเล็กเกินไป การเก็บตัวอย่างจากลายนิ้วมือก็จะไม่ชัดเจน ฉะนั้นแนะนำให้ตรวจวัดลายนิ้วมือหลังเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไปจะเป็นการเหมาะสมกว่า
Q :
ความแม่นยำในการตรวจวัดลายนิ้วมือสูงแค่ไหน
A :
การวิเคราะห์ลายนิ้วมือเราจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นตัวคำนวณ ซึ่งความแม่นยำในแต่ละบุคคลจะมีค่า ความแม่นยำอย่างน้อย 80% ขึ้นไป
Q :
อะไรคือจุดมุ่งหมายในการตรวจวัดลายนิ้วมือ
A :
จุดประสงค์หลักของการตรวจวัดลายนิ้วมือ คือ เมื่อผ่านการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูอาจารย์จะสามารถเข้าใจถึงอัจฉริยภาพของเด็กโดยกำเนิด ทำให้เกิดความเข้าใจในความแตกต่างด้านวิธีการเรียนรู้ และความแตกต่างในพฤติกรรมของเด็กแต่ละคน หลังจากเข้าใจในความแตกต่างของเด็กจากผลรายงานแล้ว พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถเลือกวิธีสอนตามความสามารถของเด็กที่มีอยู่ได้อย่างเหมาะสมที่สุด ทั้งนี้จะทำให้คุณเข้ากับเด็กได้ง่ายขึ้น และความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเด็กก็จะดียิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ยังช่วยลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกันได้อีกด้วย

เด็กทุกคนมีอัจฉริยภาพ ตามความสามารถ และลักษณะเด่นเฉพาะตัว แต่บางครั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์มักจะไม่เข้าใจ และไม่รับรู้ถึงความสามารถของเด็กว่าอยู่ในระดับใด ซึ่งพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์บางท่านรู้เพียงว่าการใช้ความเข้มงวดกับการสอนเด็กเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่แท้จริงแล้วคุณไม่รู้ว่าการจัดสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่เหมาะสมก็สามารถกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กได้เช่นกัน อีกทั้งการไม่เข้าใจในความสามารถของสมองว่ามีจุดเด่นและจุดด้อยในด้านใดบ้าง พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ก็ไม่สามารถใช้วิธีการที่ถูกต้องและวิธีที่เหมาะสมกับตัวเด็ก เพื่อพัฒนาความสามารถของเด็ก หรือกระตุ้นความสามารถของเด็กให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดได้

ในกระบวนการเรียนรู้ของเด็กนั้น จะใช้ความสามารถต่างๆ ในทุกส่วนของสมอง และพหุปัญญาทั้ง 8 ด้าน ส่งเสริมลักษณะนิสัย และความฉับไวในการเรียนรู้ แต่ที่น่าเสียดาย หากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในเรื่องนี้ อาจทำให้เกิดความผิดพลาดจากระยะเวลาที่สำคัญที่สุดของการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทุกท่านจะปรารถนานัก แต่มันก็มีผลกระทบต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กไปทั้งชีวิต

Q :
ทำไมต้องทำการตรวจวัดลายนิ้วมือ
A :
การเกิดลายนิ้วมือมีความสัมพันธ์กับครอบครัวและเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ฉะนั้น เราสามารถใช้ผลจากการตรวจวัดลายนิ้วมือมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมในตัวยีนและลักษณะเฉพาะบางส่วนทางด้านร่างกายได้

จากการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ หลังจากมีการวัดจำนวนความหนาแน่น และลักษณะต่างๆ ของลายนิ้วมือ เมื่อผ่านการวิเคราะห์ ท่านสามารถเข้าใจถึงความแตกต่างในตัวเด็กทั้งด้านร่างกาย ด้านลักษณะนิสัย และความแตกต่างทางการพัฒนาความสามารถ ทั้งนี้ จะทำให้เราสามารถแนะนำแนวทางการเรียนรู้ที่เหมาะสม ไปสู่การพัฒนาเด็กในอนาคตได้

Q :
การตรวจวัดลายนิ้วมือมีผลการยืนยันจากทางการแพทย์ หรือทางหลักวิทยาศาสตร์หรือไม่
A :
นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ศาสตร์มากมายที่ใช้เหตุผลทาง พันธุศาสตร์ การศึกษาเกี่ยวกับการเติบโตและพัฒนาการของตัวอ่อนของมนุษย์จากการศึกษาลายนิ้วมือ (Dermatoglyphics) การศึกษาทางหลักวิทยาศาสตร์ในระบบประสาทของสมอง โดยใช้วิธีการสังเกต การบันทึก การเปรียบเทียบและใช้วิธีการสรุป รวมไปทั้งการรวบรวมประสบการณ์จากทางแพทย์ศาสตร์ ทั้งนี้ก็ได้ทำการยืนยันแล้วว่าเราสามารถทำการวิเคราะห์พหุปัญญา และอุปนิสัยแฝงของเด็กได้อย่างแม่นยำ ฉะนั้นหากสามารถเข้าใจส่วนนี้ในตัวเด็กได้ตั้งแต่แรกเริ่ม ก็จะสามารถช่วยในการกระตุ้นและส่งเสริมการพัฒนาอัจฉริยะภาพของเด็กได้เร็วยิ่งขึ้น
Q :
ควรทิ้งช่วงระยะเวลาห่างเท่าไหร่กับการตรวจลายนิ้วมืออีกครั้ง
A :
ทุกคนจะทำการตรวจวัดเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิตเท่านั้น เพราะตัวอย่างลายนิ้วมือที่เราตรวจจะเป็นลายเส้นที่คงเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อีกเลยทั้งชีวิต ฉะนั้นไม่ว่าจะตรวจลายนิ้วมือในช่วงอายุใดผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเหมือนเดิม
Q :
ลายเส้นผิวหนังคืออะไร
A :
ลายเส้นผิวหนัง คือ ลักษณะลายเส้นบนนิ้วมือ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า ซึ่งเกิดจากการแบ่งแยกของเนื้อผิวจนกลายเป็นเส้นนูน ส่วนมากจะเป็นลายเส้นยาว และมีลักษณะคดเคี้ยวเป็นเส้นขนานกัน ลายเส้นที่เกิดขึ้นบนนิ้วมือ เรียกว่า “ลายนิ้วมือ” ลายเส้นที่เกิดขึ้นบนฝ่ามือ เรียกว่า “ลายฝ่ามือ” ลายเส้นพวกนี้จะเริ่มปรากฏเมื่ออายุครรภ์อยู่ในสัปดาห์ที่ 13 และจะคงที่เมื่ออายุครรภ์อยู่ในสัปดาห์ที่ 24 หลังจากนั้นแล้วจะไม่เกิดเปลี่ยนแปลงอีกเลย

ทางการแพทย์ทำการยืนยันแล้วว่า การพัฒนาของเด็กอ่อนขณะที่อยู่ในครรภ์มารดา ในระหว่างสัปดาห์ที่ 13 ถึงสัปดาห์ที่ 24 ระบบเส้นประสาทในสมอง และลายนิ้วมือได้เจริญเติบโตพร้อมกัน ซึ่งลายนิ้วมือที่ปรากฎนั้นจะคงอยู่และไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตลอดชีวิต ต่อมาในภายหลังทางการแพทย์ยังได้ทำการยืนยันอีกครั้งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสองสิ่ง

Q :
ลายนิ้วมือจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่?
A :
ลายนิ้วมือจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่จะมีความคงที่หลังจากเด็กกำเนิดออกมาและจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตลอดชีวิต ถึงแม้จะได้รับการเสียดสี หรือได้รับความเสียหายจากการทำงาน ลายนิ้วมือที่เกิดขึ้นมาใหม่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของลายนิ้วมือ จำนวนของเส้น หรือลักษณะของลายนิ้วมือก็จะเหมือนเดิม จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
Q :
ลายนิ้วมือกับการประยุกต์ใช้ทางการแพทย์
A :
ทางจิตเวชศาสตร์ค้นพบว่า ผู้ที่มีลักษณะท่าทาง เช่น โรคซึมเศร้า โรคกดดัน และมีความวิตกกังวล โรคจิตเภท (โรคจิตเสื่อม) ขี้อาย เฉื่อยชา ติดเหล้า ก็จะมีลักษณะที่ปรากฏอยู่บนลายนิ้วมือ ที่แตกต่างไปจากบุคคลทั่วไป การวิจัยในด้านนี้ ได้มีการตีพิมพ์ในวารสารของ จิตเวชศาสตร์ในอังกฤษ ฉบับที่ 136 เกี่ยวกับเรื่องโรควิตกกังวล โรคจิตเภท และเรื่องของการวิจัยลายนิ้วมืออีกหลายชิ้น

จนกระทั่งปัจจุบันนี้ยังมีผลงานวิจัยของลายเส้นผิวหนังมากกว่า 7,000 เรื่องที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารต่างๆที่มีความเกี่ยวข้องทางการแพทย์ และมีการยืนยันจากสถาบันนับ 1,000 แห่ง เกี่ยวกับการวิเคราะห์ลายนิ้วมือ เพื่อประเมินการเกิดโรคทางพันธุกรรมต่างๆ อาทิเช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคสมองเสื่อม เป็นต้น ซึ่งเพียงพอที่จะนำมายืนยันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโรคกับการผิดเพี้ยนของลายนิ้วมือ เช่น ซาราห์ โฮลต์ (Sarah Holt) ซึ่งเธอมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารด้านกุมารเวชศาสตร์ เกี่ยวกับความสำคัญของการศึกษาลายนิ้วมือในทางการแพทย์

ส่วนการพัฒนาในด้านเทคโนโลยี ทำให้เราสามารถใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของสมองได้มากขึ้นอย่างน้อยก็ 3 วิธี เช่น เทคนิคทาง NMR เทคนิคทางรังสีวิทยา หรือ การสแกนโดยผ่านเทคนิคทางพันธุศาสตร์ของลายนิ้วมือในทางการแพทย์

Q :
ปัจจุบันความคืบหน้าของการตรวจวัดลายนิ้วมือเป็นอย่างไรบ้าง และมีประโยชน์อะไรบ้าง
A :
ปัจจุบันทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ที่ใช้บริการหรือมีประสบการณ์กับการตรวจวัดลายนิ้วมือ จะมีผลตอบสนองที่เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ก็สามารถใช้การตรวจวัดลายนิ้วมือทำความเข้าใจกับตัวเองได้ และยังสามารถนำประโยชน์จากการตรวจวัดลายนิ้วมือมาใช้ในการพัฒนาชีวิต พัฒนาการเรียนรู้ พัฒนาการงานและนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการวางแผนชีวิตได้อีกด้วย
  • มีคนใช้วิธีการตรวจวัดลายนิ้วมือมาหาคำตอบจากปัญหาและข้อสงสัยเกี่ยวกับตนเองที่มีมานานนับสิบปี ในที่สุดก็ได้คำตอบจากการตรวจวัดลายนิ้วมือ
  • มีคนใช้วิธีการตรวจวัดลายนิ้วมือค้นพบถึงปัญหาที่เด็กไม่มีความสนใจต่อสิ่งที่เรียน การเปลี่ยนคณะหรือสาขาที่เรียน หรือเปลี่ยนงานบ่อยๆ
  • ใช้วิธีการตรวจวัดลายนิ้วมือค้นพบถึงความสามารถพิเศษในตัวเด็กแต่เพียงเพราะว่าไม่ได้รับการกระตุ้นหรือการสั่งสอนที่ถูกวิธีจึงทำให้เด็กถูกมองว่าเป็นคนที่มีอุปสรรคต่อการเรียนรู้
  • จากการตรวจวัดลายนิ้วมือทำให้เข้าใจในตัวเด็กว่าทำไมเด็กถึงมีปฏิกิริยาต่อต้านบ่อยๆ
  • จากการตรวจวัดลายนิ้วมือทำให้เข้าใจในตัวเด็กว่า ขณะที่เด็กทำกิจกรรมทำไมเด็กจึงขาดสมาธิ ขาดความใส่ใจในรายละเอียด รวมไปถึงมีลักษณะชอบการเคลื่อนไหวร่วมด้วย
  • จากการตรวจวัดลายนิ้วมือทำให้รู้ถึงวิธีการสอนเด็ก ทำให้เด็กมีการเรียนรู้และพัฒนาได้เร็วขึ้น
Q :
มีขั้นตอนอะไรบ้างกับการตรวจวัดลายนิ้วมือ
A :
  • การเก็บข้อมูล:ใช้คอมพิวเตอร์เก็บรวบรวมลักษณะลายนิ้วมือและจุดสันดอนจาก มือเด็ก ( ประมาณ 20 ถึง 30 นาที )
  • การคำนวณค่า:ผ่านการอ่านจากระบบโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์อย่างละเอียดแล้วทำการพิมพ์ ผลรายงานการตรวจวัดของลายนิ้วมือ
  • การให้คำปรึกษาจากรายงานผลการวิเคราะห์:การอธิบายผลรายงานจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้เข้าใจศักยภาพในการเรียนรู้ของเด็กและเสนอถึงคำแนะนำในการเรียนการสอนของเด็กและวิธีแก้ไขปัญหา
Q :
ในการฟังคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญ พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถสอบถาม และขอคำชี้แนะในด้านการสอนเด็กได้หรือไม่
A :
ได้อย่างแน่นอน เพราะนอกจากผู้เชี่ยวชาญจะอธิบายรายละเอียดในผลรายงานแล้ว ยังมีการแนะนำแนวทางให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ตามความแตกต่างของเด็กแต่ละคน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและรู้ถึงความสามารถโดยกำเนิดของเด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครองก็ควรให้ความสำคัญในการฝึกฝนด้านบุคลิกภาพ วิธีการสื่อสาร และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเรียนรู้ของเด็กในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กในภายหลัง ทั้งนี้ก็สามารถที่จะยกระดับประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของเด็กให้มีความรู้ความสามารถที่เหนือกว่าคนอื่นๆได้อีกด้วย
Q :
ทำไมผลการตรวจลายนิ้วมือถึงมีความแตกต่างไปจากสถานะของเด็กในปัจจุบัน
A :
สถานะของเด็กในปัจจุบัน คือ ผลการเปลี่ยนแปลงจากสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในภายหลัง ซึ่งการตรวจวัดลายนิ้วมือ คือ ผลสะท้อนของอัจฉริยภาพโดยกำเนิดของเด็กแต่ละคน ซึ่งรายงานจะบ่งบอกถึงอัจฉริยภาพที่ติดตัวมาแต่กำเนิด มิใช่วัดสถานะของอัจฉริยภาพที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในเบื้องต้นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์จำเป็นต้องยอมรับเสียก่อนว่า อัจฉริยภาพนั้น สามารถพัฒนาได้ เช่น เมื่อเข้ารับการตรวจวัดลายนิ้วมือแล้ว ทำให้คุณได้รู้ว่าเด็กมีพรสวรรค์ในด้านดนตรี แต่ความจริงคือ เด็กไม่ถนัดด้านดนตรีเลย นั่นก็หมายความว่า ความสามารถในด้านนี้ของเด็กทั้งที่โดนเด่น แต่ขาดการกระตุ้นหรือพัฒนา เมื่อผู้ปกครองมองไม่เห็นความสำคัญของพรสวรรค์ของเด็กนั่นเอง
Q :
ผลที่ได้จากการวิเคราะห์ สามารถแนะนำแนวทางที่เน้นตามปัญหาของเด็กเป็นรายบุคคลได้อย่างไร
A :
การตรวจวัดลายนิ้วมือ เพื่อทำการเข้าใจถึงความแตกต่างของเด็ก ซึ่งจุดมุ่งหมายของเรา คือ อยากให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูอาจารย์สอนเด็กตามความสามารถที่มีอยู่ โดยใช้จุดแข็งมาเสริมจุดอ่อน ฉะนั้นจะมีการแนะนำแนวทาง พร้อมกับการให้คำปรึกษาในการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมตามความแตกต่างของเด็กนั้น ก็เพื่อให้พ่อแม่สามารถที่จะนำไปใช้พิจารณาหรืออ้างอิงได้ การให้คำแนะนำกับวิธีการแก้ปัญหาในตัวเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถที่จะได้รับการพัฒนาตามวิธีที่เหมาะสมกับเด็กมากที่สุด
Q :
สามารถพูดรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการสอนเด็กจากการตรวจวัดลายนิ้วมือได้หรือไม่
A :
จากการตรวจวัดลายนิ้วมือทำให้สามารถเข้าใจรูปแบบการเรียนรู้โดยกำเนิดของเด็กได้ เพื่อที่จะได้ใช้วิธีการสอนที่เหมาะสมกับตัวเด็ก เช่น เด็กบางส่วนจะมีความรู้คิดในส่วนตัวสูงมาก ยังมีเด็กบางส่วนที่มักจะได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม หรือเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันได้ง่าย และก็มีเด็กบางส่วนที่ชอบต่อต้านผู้ใหญ่ แน่นอนยังมีเด็กบางส่วนที่ชอบขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่โดยไม่ใช้ความสามารถของตัวเองก่อน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีผู้ใหญ่คอยชี้แนะเสมอ เป็นต้น หากพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูอาจารย์สามารถทำความเข้าใจในตัวเด็กจากการตรวจวัดลายนิ้วมือได้เร็วก็จะช่วยให้คุณลดเวลาในการค้นหาหรือทายนิสัยเด็กได้
Q :
ในเมื่อลายนิ้วมือไม่มีการเปลี่ยนแปลงนั่นก็หมายความว่า ความสามารถ หรืออัจฉริยภาพของแต่ละคนก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ใช่หรือไม่
A :
ไม่ใช่อย่างแน่นอน ความเข้าใจจากการตรวจวัดลายนิ้วมือ คือ ทำให้เรารู้ว่าตั้งแต่วันที่เด็กเกิดสิ่งที่มีมาโดยกำเนิดนั้น คือ ศักยภาพแฝง และจุดเด่นจุดด้อยของการเรียนรู้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตลอดชีวิต หากคิดเช่นนั้นการศึกษาก็คงหมดความหมายอย่างแน่นอน

จุดประสงค์หลักของการตรวจวัดลายนิ้วมือ เพื่อให้พ่อแม่เครูอาจารย์เกิดความเข้าใจ และสามารถใช้วิธีการสอนที่เหมาะสมที่สุดกับการกระตุ้นพัฒนาเด็กตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อนำความรู้ความสามารถของเด็กมาพัฒนาได้อย่างเต็มที่

Q :
พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ควรมีวิธีการดูผลการตรวจวัดลายนิ้วมือ และการประยุกต์ไช้จากผลการวิเคราะห์อย่างไร
A :
  • มีความเข้าใจในลักษณะบุคลิกที่ต่างกันไป ปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกัน
  • เข้าใจในหน้าที่ของสมอง เพื่อช่วยในการขจัดอุปสรรคที่มีต่อการเรียนรู้
  • การเข้าใจหรือรับรู้ถึงพรสวรรค์ของเด็กที่มีอยู่ เพื่อฝึกฝนให้เป็นผู้ชำนาญในด้านนั้นๆ การเข้าใจลักษณะการเรียนของเด็ก เพื่อส่งเสริมประสิทธิผลของการเรียน
  • การจัดสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กตามพัฒนาการที่มีความแตกต่างกันทั้งทางด้านร่างกาย ด้านบุคลิกภาพ และความแตกต่างกันในด้านพัฒนาการทางปัญญา
  • การเสนอคำแนะนำต่อพ่อแม่ ผู้ปกครองในการปรับกระตุ้น การเสริมจุดเด่น พัฒนาจุดด้อย และให้คำชี้แนะที่เหมาะสม
  • การค้นพบพรสวรรค์ของเด็กได้เร็วที่สุด มีผลช่วยในการเลือกสาขาวิชาที่เรียน และช่วยในการวางแผนชีวิตอีกด้วย
Q :
ผลการตรวจวัดลายนิ้วมือมีการแบ่งแยกข้อดี และข้อเสียในด้านความสามารถของเด็กหรือไม่ (ใช้คัดแยกเด็กเก่ง เด็กไม่เก่งใช่หรือไม่)
A :
การตรวจวัดลายนิ้วมือเพียงแค่ให้คุณเข้าใจในตัวเด็กกับปัญญาต่างๆในส่วนของสมองและรู้ถึงวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมที่สุดในตัวเด็ก ความสามารถของเด็กไม่มีการแบ่งแยกตามข้อดี และข้อเสียอย่างแน่นอน สำคัญว่าหลังจากทำความเข้าใจแล้ว คุณสามารถจัดสภาพแวดล้อม และฝึกฝนให้มีความเหมาะสมกับเด็กได้เพียงใด ซึ่งไม่มีการแบ่งแยกค่าสูงต่ำ หรือแบ่งแยกข้อดีข้อเสีย ว่าใครเก่งกว่าใครอย่างแน่นอน
Q :
สามารถบอกกล่าวให้เด็กทราบถึงผลการตรวจหรือไม่ แล้วเมื่อไหร่จะให้เด็กรู้ผล
A :
โดยทั่วไปแล้วการไม่บอกให้เด็กทราบถึงผลการตรวจจะดีกว่า เพราะว่าพวกเขายังเด็กไม่สามารถรู้และเข้าใจรายละเอียดได้อย่างชัดเจน แนะนำให้หลังจากเขาอายุ 16 ปีขึ้นไป (ประมาณช่วงมัธยมปลาย) ในเวลานี้เมื่อเด็กเข้าใจว่าตัวเองมีจุดเด่นในด้านใดบ้าง ก็จะสามารถเลือกตามความสนใจ และเลือกตามแนวโน้มทางอาชีพของสภาพแวดล้อมภายนอก หรือตามแนวโน้มในการพัฒนา เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการทำให้เขาสามารถเลือกแนวทางที่ถูกต้องตามความเหมาะสมของตนเองได้
Q :
เด็กที่มีเซลล์ประสาทเยอะกว่าถือว่าฉลาดกว่าหรือไม่
A :
  • การที่เซลล์ประสาทเยอะก็ไม่ได้หมายความถึงระดับความฉลาดความสามารถนั้นสูงหรือต่ำ ซึ่งมันเป็นเพียงการวัดที่ศักยภาพการเรียนรู้โดยกำเนิดเท่านั้น สำคัญอยู่ที่ว่าการเรียนรู้จากภายหลังควรมีการพัฒนาให้ได้โดยเร็ว
  • สมองก็เหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีระบบความจำที่มีขนาดใหญ่มาก แต่หากไม่มีการติดตั้งซอฟท์แวร์ที่มีประโยชน์หรือไม่มีการใช้ระบบที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ทั้งนี้เครื่องคอมพิวเตอร์ก็จะเป็นแค่เครื่องเปล่าที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ฉะนั้นเซลส์ประสาทไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ต้องอาศัยการศึกษาและการเรียนรู้จากภายหลังเหมือนกัน

ชาร์ลดาร์วิน กล่าวว่า “คนที่อยู่รอด คือ คนที่มีการปรับตัวเก่งที่สุด ไม่ใช่ว่าเขาฉลาดที่สุด”

บริษัท ดิจิทเบรน จำกัด

สำนักงานใหญ่
88/12 ซอยรามอินทรา 21 หมู่ 4 ถนนรามอินทรา
แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร 10220

02 521 7990-1
091 104 6567 , 091 104 6568
digitbrain2009@gmail.com